
## ราล์ฟ รังนิก กุนซือทีมชาติออสเตรีย ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าทีมของเขาเล่นเพื่อผลเสมอที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายในเกมที่พบกับ แอลจีเรีย หลังจบเกมฟุตบอลโลก 2026 นัดสุดระทึกที่เสมอกันไป 3-3 หลังต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนถึงนาทีสุดท้าย
ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น มีกระแสวิจารณ์อย่างหนักว่าผลเสมอจะเป็นใจให้กับทั้งสองทีม เนื่องจากออสเตรียจะเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม เจ ทันที ขณะที่แอลจีเรียก็จะทะลุเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายในฐานะหนึ่งในทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด และทำให้ อิหร่าน ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน
อย่างไรก็ตาม ราล์ฟ รังนิก กุนซือของทีมชาติออสเตรีย ชี้ว่าบทสรุปของเกมนี้ควรจะสยบทุกทฤษฎีสมคบคิดได้เสียที หากพิจารณาจากรูปเกมและสกอร์ที่เกิดขึ้น คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าไม่มีการฮั้วผลการแข่งขันอย่างแน่นอน
"ในเกมนี้ เมื่อคุณเห็นสกอร์ 3-3 คงไม่มีใครคิดหรอกว่ามันคือการตกลงกันไว้ก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่เราได้เห็นในช่วง 90 วินาทีสุดท้าย" กุนซือวัย 67 ปีกล่าว
เกมนี้มาเดือดสุดขีดเอาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อ ริยาด มาห์เรซ กัปตันทีมชาติแอลจีเรีย ซัดให้ทีมขึ้นนำ 3-2 ในนาทีที่ 90+3 แต่แล้ว ซาช่า คาลัจด์ซิช ตัวสำรองของออสเตรีย ก็มาพังประตูตีเสมอได้สำเร็จในการสัมผัสบอลจังหวะแทบจะสุดท้ายของเกม
"เหลือเวลาอีกแค่ 3 นาที ถ้ามีใครมาบอกว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น คุณคงด่าเขาว่าบ้าไปแล้ว ผมเป็นโค้ชมา 40 ปี ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเจอแมตช์ไหนดราม่าและพลิกผันเกินคาดเดาขนาดนี้" รังนิก กล่าวเสริม
"หลายคนคาดการณ์ว่าเกมจะจบที่ 0-0 หรือไม่ก็ 1-1 แต่นี่คือ 3-3 มันเหลือเชื่อมาก บรรยากาศในห้องแต่งตัวแทบจะบ้าคลั่ง ถ้า อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก (ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง) เป็นคนเขียนบทละครเรื่องนี้ ผมก็คงบอกว่าเขาบ้าไปแล้วจริงๆ"
"ทุกคนที่ดูเกมนี้ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายย่อมรู้ดีว่า ไม่มีวี่แววเลยที่นักเตะต้องการแค่ผลเสมอ ผมคิดว่าพวกเขาต่างอยากจะชนะ"
สำหรับ ออสเตรีย เข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มจะพบกับทีมเต็งอย่าง “กระทิงดุ” สเปน ส่วน แอลจีเรีย ที่เข้าเป็นอันดับ 3 จะดวลกับ สวิตเซอร์แลนด์